อังกฤษ รับเข้าสู่วันที่มืดมน หลังยอดเสียชีวิตจากโควิด 19 แตะหลักหมื่น พบเสียชีวิตแล้ว 10,612 ราย ด้านสหรัฐฯ วิกฤตหนักสุด ดับแล้ว 22,115 ราย สื่อดังวิเคราะห์ สหรัฐฯ ยังคงตายเพิ่มแน่ ถ้าผู้นำไม่หาทางรับมือจริงจัง

ในขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าว
เป็นยอดที่นับเฉพาะการเสียชีวิตในโรงพยาบาล ยังไม่สะท้อนตัวเลขที่แท้จริง
แต่นั่นก็มากพอจะทำให้อังกฤษกลายมาเป็นประเทศที่ 5 ของโลก
ที่มียอดผู้เสียชีวิตจากโควิด 19 มากเกิน 10,000 คน ตามหลัง สหรัฐฯ สเปน
อิตาลี และฝรั่งเศส


ภาพจาก inProgressImaging / Shutterstock.com
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ เซอร์ เจอเรมี่
ฟาร์ราร์ สมาชิกคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน (Sage)
ได้กล่าวว่า อังกฤษกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19
หนักสุดในยุโรป
เขายังยกตัวอย่างขอบเขตและความครอบคลุมในการทดสอบโรคของเยอรมนี
ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เยอรมนีมีจำนวนผู้ติดเชื้อโรงพยาบาลต่ำกว่าอังกฤษ
มาเป็นแบบอย่างที่อังกฤษควรเรียนรู้

ภาพจาก heardinlondon / Shutterstock.com
ขณะที่เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2563 เดอะการ์เดี้ยน ได้เผยถึงข้อแนะนำจากรัฐบาลอังกฤษ ถึงคนที่แสดงอาการมีไข้และไอ ให้ควรแยกตัวอยู่ในบ้านนาน 7 วัน โดยยังไม่ต้องมาโรงพยาบาลในทันที และให้กักตัวคนในครอบครัวเป็นเวลา 14 วัน เพื่อเฝ้าดูอาการ นอกจากนั้นยังแนะนำให้มีการเว้นระยะห่างระหว่างกัน ทั้งในบ้าน ชุมชน สถานที่ทำงาน และขอให้คนอายุเกิน 70 ปี อยู่แค่ในบ้านเพื่อความปลอดภัย

ภาพจาก heardinlondon / Shutterstock.com
ด้าน สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า สหรัฐฯ ก็เผชิญกับวิกฤตจากโควิด 19 ที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน โดยวันนี้ (13 เมษายน) สหรัฐฯ มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด 19 สูงที่สุดในโลก อยู่ที่ 22,115 คน และติดเชื้อสะสม 560,433 คน
ซีเอ็นเอ็น ยังวิจารณ์ว่า สหรัฐฯ
จะยังมีผู้เสียชีวิตเป็นใบไม้ร่วงเช่นนี้ต่อไป จนกว่าสหรัฐฯ
จะมีมาตรการตอบสนองต่อการระบาดของโรคอย่างจริงจัง
ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ในการจัดการสถานการณ์
ชี้ว่าทรัมป์ยังไม่มีแม้แต่แผนควบคุมการระบาดขั้นพื้นฐาน
ไม่มีแม้แต่แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศหลังจากนี้
จากการเปรียบเทียบจำนวนผู้เสียชีวิตระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย
พบว่าสหรัฐฯ มีจำนวนผู้เสียชีวิต 62 คน ต่อประชากร 1 ล้านคน ขณะที่ฮ่องกง
ญี่ปุ่น ไต้หวัน มีผู้เสียชีวิตไม่ถึง 1 คน ต่อประชากร 1 ล้านคน
แม้แต่ในจีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ก็มีผู้เสียชีวิตเพียง 5 คน ต่อประชากร
1 ล้านคน เท่านั้น

ภาพจาก Ron Adar / Shutterstock.com
ต่างจากประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ทรัมป์และผู้นำของหลายประเทศในยุโรป ไม่สามารถหาแผนรับมือต่อโรคได้ทันเวลา ทำให้มีการระบาดของโรคอย่างหนักและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรจริงจังในช่วงแรกที่มีการระบาด ขณะที่ทรัมป์เลือกที่จะเมินเฉยต่อสัญญาณเตือนภัยต่าง ๆ และยืนกรานครั้งแล้วครั้งเล่าว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม
ซีเอ็นเอ็น ชี้ว่า สำนักข่าวกรองสหรัฐฯ ได้ส่งข้อมูลถึงรัฐบาลสหรัฐฯ เตือนถึงสถานการณ์โรคระบาดในจีนและการล็อกดาวน์อู่ฮั่น ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้แต่ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคในจีน ก็ยังเคยต่อสายคุยกับผู้อำนวยการหน่วยงานควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 มกราคม แต่ท้ายที่สุดแล้วทรัมป์กลับยืนกรานว่าไม่เคยเห็นรายงานใด ๆ เหล่านั้น
ทั้งนี้ แม้ว่าองค์การอนามัยโลกจะประกาศว่า
โควิด 19 มีการระบาดใหญ่ทั่วโลกตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
แต่ทางทำเนียบขาวยังคงยืนกรานไม่แนะนำประชาชนให้สวมหน้ากากอนามัย
โดยชี้ว่าอาจเพิ่มโอกาสติดเชื้อ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 3 เมษายน ผู้นำสหรัฐฯ
ถึงได้ยอมเปลี่ยนท่าที
ออกมาแนะนำให้ชาวอเมริกันสวมหน้ากากอนามัยป้องกันโรค
ภายหลังมีการระบาดหนักขึ้น

ภาพจาก Stock Pixels / Shutterstock.com